Nokia One Connected World : Part I

หายไปเกือบๆอาทิตย์ พอดีได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับทีมผู้สื่อข่าวจากประเทศไทย เพื่อไปร่วมงาน Nokia One Connected World ที่ประเทศมาเลเซียในช่วงต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา เนื่องจากรายละเอียดที่ได้เข้าฟังการบรรยายค่อนข้างเข้มข้น จากผู้บริหารแต่ละท่านของ Nokia รวมถึงการเข้าร่วมสัมภาษณ์สองผู้บริหารจากส่วนของธุรกิจ Social Location และ Nokia Asia Forum แล้ว ยังมี  Showcase ที่เจ๋งๆอีกมากมาย งานนี้ก็เลยต้องขอแบ่งการเขียนออกเป็นสอง Part ละกันนะครับ เดี๋ยวเนื้อหาจะแน่นเกินไป ซึ่งวันนี้ก็จะมาเริ่มกันที่ Part แรกที่ว่ากันด้วยงานสัมมนา และสิ่งที่ได้มาจาการสัมภาษณ์

Nokia One Connected World

Nokia One Connected World

อย่างที่ทราบกันดีอยู่ของกระแส Social Network ที่มาแรงมากในปัจจุบัน แรงถึงขนาดนักการเมือง ดารา หรือแม้แต่เจ้าของกิจการหลายๆคน ก็เป็นหนึ่งใน User ของ Online Community เหล่านี้ ทั้งใช้งานส่วนตัวหรือเป็นแม้กระทั่ง Marketing Tool ในการทำการตลาดแบบ Below the Line ซึ่งการเข้าใช้งานนั้นก็ง่ายดายเอามากๆ แม้กระทั่งแม่บ้านที่บริษัทผมเองยังใช้ Facebook ปลูกผัก กับหลายๆคนในบริษัทเลย สำหรับการเข้าใช้งานนั้นมีอยู่สององค์ประกอบใหญ่ๆด้วยกัน อย่างแรกก็คือเรื่องของ Connectivity ที่มีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบ Fix (ADSL, Leased Line, etc) หรือแบบ Mobility (GPRS, WiFi, CDMA, etc) และอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของ Device หลายคนอาจจะไช้ PC ที่บ้านหรือว่า Notebook/NetBook แต่ก็ใช่ว่าจะมีเครื่องกันทุกคน หรือว่าสะดวกพกพา ที่จะใช้  Update Status ของตัวเองถึงขนาดที่ส่งข้อความระหว่างทำธุระส่วนตัวกันในห้องน้ำกัน (มีจริงๆครับ Confirm)

Life Casting by Nokia

Life Casting by Nokia

ทุกท่านคงเดากันถูกแล้วหละครับว่า Device ที่ผมกำลังพูดถึงนั้นก็คือเจ้ามือถือที่ว่านี่เอง ขอเพียงมือถือที่รองรับการใช้งาน Web Application และสามารถทำการรับส่ง Data ได้ไม่ว่าจะ GPRS หรือ WiFi ก็สามารถที่จะใช้งานกันที่ไหนก็ได้ แต่ว่าในงานนี้นั้น Nokia  ได้ก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่ง Step ของการทำให้ Social Network นั้นเป็นมากกว่าการส่งรูป หรือว่า Update Status ผ่านทางมือถืออย่างเดียว เพราะมือถือรุ่นใหม่ๆของ Nokia นั้นมาพร้อมกับ GPS ซึ่งสามารถที่จะสร้างสรรค์ Service ใหม่ๆ อย่าง “Life Casting” ที่ผสมผสานในเรื่องของ Location + Social Network เข้าด้วยกันอย่างลงตัว รายละเอียดที่ว่าเจ๋งยังไงนั้น มาต่อกันใน Part II ครับกับ  Showcase ของบริการ Life Caseting ที่แฟน Facebook นั้นต้องชอบอย่างแน่นอน

ในการบรรยายของ Dr. Mark Ollila เกี่ยวบริการของ OVI มีประโยคหนึ่งที่ผมจำขึ้นใจเลยนั่นก็คือ “Content is King, Distribution is KingKong” ต่อให้เรามี Content ในมือดี หรือมากกว่าคู่แข่งแค่ไหน แต่ถ้าทำให้การเข้าถึงนั้นเป็นเรื่องยาก โอกาสเกิด หรือว่าความสำเร็จของ Content นั้นๆ คงไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบแน่ครับ และก็จะพลอยทำให้ Device หรือในที่นี้ก็คือมือถือของ Nokia นั้นแย่ไปด้วย

Dr. Mark Ollila

Dr. Mark Ollila

แต่ด้วย Concept ของ OVI (อ่านว่า โอวี่) ไม่ว่าจะเป็น Freeware, หรือ Commercial ของนักพัฒนา Software นั้น การเข้าถึงก็จะง่ายขึ้นผ่านทางมือถือของ Nokia นอกเหนือจาก Software ต่างๆที่สามาถเข้าถึงได้แล้ว ยังมีบทวิจารณ์ หรือ review ที่แสดงให้เห็นก่อนที่จะ Download รวมถึงกรณีที่ Software นั้นเป็น Commercial ก็ยังง่ายดายในการซื้อและชำระเงิน ด้วยช่องทางต่างๆที่นอกเหนือจากบัตรเครดิต ซึ่งตรงนี้ทาง Nokia เองก็ได้ทำกันแบบ Local Market แตกต่างกันตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศ ใครที่ใช้มือถือ Nokia อยู่ลองไปโหลด OVI Store มาติดตั้งใช้งานดูครับ แล้วจะพบกับ Application ที่แปลกๆและน่าสนใจอีกหลายตัวเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมบริการต่างๆของ OVI อีกนะครับที่มีทั้ง OVI Mail หรือ OVI Share อีก ไว้โอกาสหน้าจะมาเจาะรายละเอียดการใช้งานกันทีละตัวเลย

อีกหนึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างยิ่งของการบรรยายภายในงาน Nokia One Connected World นั่นก็คือเรื่องของ Ecosystem นับว่าเป็น Concept ที่เรียกได้ว่าเดินถูกทางสำหรับผู้ผลิต Device ต่างๆเลยก็ว่าได้ครับ ไม่ใช่เฉพาะ Nokia อย่างเดียว ผู้อ่านลองนึกถึง มือถือที่แพงที่สุด ทันสมัยที่สุดในตลาด แต่ทำได้แค่โทร ส่งข้อความ ถ่ายรูป บอกพิกัดได้ ตามที่ Hardware สุดล้ำ จะถูกยัดเข้าไปในกล่องสี่เหลี่ยมๆ รับรองครับเจ๊งแน่นอน แต่คราวนี้จะให้ผู้ผลิตมาทำตลาด Content/Application เพื่อตอบโจทย์คนทั้งโลก ก็คงไม่ได้อีก ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ยังไงมันก็ไม่ลงตัวครับ ทางที่ดีที่สุดก็คือ Local Content/Application for Local Market by Local People และด้วยการสนับสนุนของผู้ผลิตมือถืออย่าง Nokia ก็เลยกลายมาเป็น Concept ของ Ecosystem ที่ช่วยให้นักพัฒนา Software ท้องถิ่นนั้นทำงานได้สะดวกขึ้น ผ่านทางเครื่องมือต่างๆ เช่น APIs, หรือ SDK Technical Support ผ่านทาง Nokia Forum และยังรวมถึงเรื่องของ การจัดหา Funding ให้กับบริษัทเกิดใหม่ แต่มีไฟในการทำงานอีกด้วย Concept แบบนี้ก็ถือว่า Win-Win กันทุกฝ่ายครับ คนพัฒนา Software Happy มีคนสนับสนุนเงินทุน และเครื่องมือในการทำงาน, บริษัท Nokia ก็มี Content สำหรับดึงดูดลูกค้า, คนใช้มือถือก็มีทางเลือกมากขึ้นในการ “เสพ” Content จากทั้ง Local และ Global

Miikka Nevasalo

Miikka Nevasalo

ในช่วงท้ายของการบรรยายนั้น มีหนึ่งคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาจากทางประเทศเนปาลเกี่ยวกับ ราคาของเครื่องโทรศัพท์ที่ขายในประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา ว่าสามารถที่จะลด แลก แจกแถมเป็นกรณีพิเศษได้หรือไม่ ซึ่งทาง Nokia นั้นก็ตอบได้ดีมากครับ อย่างที่เราทราบๆกันอยู่ เรื่องของอุปกรณ์ IT หรือแม้แต่มือถือนั้น โดยมากนโยบายด้านราคาจะเป็นลักษณะของ Global จะมีแตกต่างกันก็คือเรื่องของ Tax และการทำตลาดในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็จะไม่แตกต่างกันมากขนาดหิ้วเครื่องจากอีกประเทศหนึ่งมาขายอีกประเทศหนึ่งแล้วได้กำไรมากมาย (ไหนจะภาษี ประกัน ค่าขนส่ง และอีกจิปาถะ)

ซึ่งคำตอบที่ทาง Nokia ให้นั้นจะเป็นเรื่องของการผลักดัน Ecosystem ที่จะให้เกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาค เพราะอย่างที่ผมเขียนไว้ด้านบนแหละครับ คนญี่ปุ่น หรือ คนอินเดีย คงไม่มานั่งอ่าน Content ที่ทำขึ้นมาเฉพาะสำหรับคนไทยแน่นอน ฉะนั้นถ้าประเทศเหล่านี้ มี Local Content และ Nokia สนับสนุนในเรื่องของการพัฒนา ในเรื่องของการทำตลาดหรือ Distribution แล้วหละก็ น่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการยกระดับรายได้ การศึกษา รวมถึงความสามารถในด้าน Programing ให้กับคนเหล่านี้เป็นอย่างดี

ในส่วนของการสัมภาษณ์นั้น ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับผู้บริหารสองท่านของ Nokia ซึ่งทั้งสองท่าน ซึ่งก็ให้ความเป็นกันเองอย่างมากในการพูดคุยและตอบคำถาม

มาเริ่มต้นกันที่คนแรกกับการสัมภาษณ์ คุณ Jukka Hosio, Sevice Marketing Director ของบริการ Social Location

ซึ่งคำถามหลักๆที่เจาะกันก็จะเป็นเรื่องของ Roadmap ในอนาคตในส่วนของ Location Base Application ซึ่งความจริงแล้วนอกเหนือจากการนำทางในการใช้งานของ GPS  แล้ว Add-on Service นั้นก็จะถูกนำเข้ามาใช้งานร่วมด้วย เพราะถ้ามีแค่การนำทางก็คงก้าวตามไม่ทันคู่แข่งแน่ ซึ่งหนึ่งใน Add-on Service ที่ทำงานบนมือถือ Nokia และเป็นหนึ่งใน Killer App ของ Nokia ตอนนี้ก็คือ  Life Casting ที่ทำงานร่วมกับ OVI Map (เก็บไว้เล่าใน Part II อิอิ) เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้ Partner ที่เอ่ยปุ๊บ คนที่เดินทางต่างประเทศบ่อยคงรู้จักกับ Lonely Planet หนังสือที่ช่วยให้การเดินทางของคุณนั้นง่ายขึ้น ลองคิดภาพที่คุณอยู่ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน หยิบมือถือขึ้นมา จับ Location ได้ปุ๊บ มีข้อมูลของสถานที่ๆคุณยืนอยู่ ณ จุดนั้นๆ จาก Lonely Planet ให้อ่านกัน มันจะดีสักแค่ไหน นี่ยังไม่รวมถึงการโหลด Map ต่างๆทั่วโลกได้ฟรีอีกนะครับ งานนี้ ASUS+Garmin คงได้หนาวๆร้อนๆกันบ้าง

ซึ่งอีกหัวใจหนึ่งในการทำตลาดของ Nokia นั้นก็คือ User Experience ที่สนใจในเรื่องของการออกแบบตั้งแต่แกะกล่อง ที่พยายาม Educate คนซื้อให้เจอกับคู่มือ เครื่อง และอุปกรณ์เสริมต่างๆไปในตัว เพราะโดยธรรมชาติเมื่อเราซื้อมือถือเราก็จะสนใจกับมือถือที่เราซื้อมา แต่การออกแบบที่ดีย่อมทำให้เกิดประสบการณ์การใช้งานที่ดีไปด้วย ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน Concept ของ Nokia และอีกเรื่องก็คือมีการ Improve การใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเปรียบเทียบโปรแกรม Map 2.0 กับ Map 3.0 นั้นจะเห็นข้อแตกต่างที่พัฒนาขึ้นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ใช้งานเรียนรู้ และทดลองใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงนี้ผมชอบมากเลยทีเดียวถือเป็น Fool Proof บน Software เลยก็ว่าได้

เสร็จจากการพูดคุยราวๆประมาณ 20 นาทีก็ย้ายมาสัมภาษณ์กันต่ออีกห้องหนึ่งกับคุณ Miikka Nevasalo, Director of Forum Nokia Asia

interview Miikka Nevasalo

interview Miikka Nevasalo

โดยประเด็นหลักก็จะเป็นเรื่องของ Ecosystem ที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนา Local Content หรือ Local Application ให้เกิดขึ้น โดยการสนับสนุนต่างๆนานา ผ่านทาง Nokia Forum ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น แต่มีหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือเรื่องของ Co-Program กับทางมหาวิทยาลัยต่างๆ เท่าที่ทราบมา ทางมาเลเซียเองก็มีมหาวิทยาลัยที่ได้เข้าร่วมกับทาง Nokia Forum สำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อให้เด็กที่เรียนนั้นสามารถพัฒนา Application บนมือถือของ  Nokia ได้

สมัยที่ผมยังเรียนอยู่และเทคโนโลยีทางมือถือในบ้านเรายังไม่ก้าวมาไกลแบบทุกวันนี้ สมัยที่ได้เรียนรู้กับพวก J2ME ทั้งหลาย ทั้งอ่านเอง ลองผิดลองถูก ผมมีความรู้สึกเลยว่าทำไมมันช่างยากเย็นนักกับการพัฒนา Application ซักตัวบนมือถือซักเครื่องหนึ่ง ถ้ามหาวิทยาลัยไหนอยากเข้าร่วม Project Ecosystem กับทาง Nokia ก็ลองติดต่อกับทางบริษัทดูได้ครับ หรือจะผ่านมาทางผมให้ช่วยประสานงานก็ได้ เผื่อ Application ของเด็กไทยระดับอุดมศึกษา หรือจะมัธยมฯก็ตาม จะได้ไปดังติด Top 10 ของ Recommendation Application ใน OVI Store  บ้าง

เขียนมาซะยาวสำหรับ Part I กับเนื้อหาจากการสัมมนาและสัมภาษณ์ผู้บริหารของ Nokia แต่รับรองครับ Part II จะมันส์กว่านี้แน่นอน เพราะถึงเวลาของ Showcase กับบริการเด็ดๆ และมือถือตัวใหม่ของ Nokia นั่นคือ N97 mini ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้

1 Comment(s)

  1. OH HO เอ่อทั้งหมดที่นำมา UP Blog เนี่ยจำได้ ไม่ได้จดมาหรอคะ สุโค่ยมาก ดีนะคะได้ไปต่างประเทศกับโนเกียด้วย เก่งจังค่ะ

    ^o^ | Sep 21, 2009 | Reply

Post a Comment