คนจน คนสุดท้าย
By joe on Apr 2, 2008 in General
พอดีได้มีโอกาสได้เล่นละครเวทีเพื่อรับน้องตอนปี 1997 ซึ่งชื่อของละครเวทีเรื่องนี้มีชื่อว่า “คนจน คนสุดท้าย” เนื้อความเล่าถึงประเทศไทยที่กำลังจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาเหมือนชาติอื่นๆในโลก ซึ่งไม่มีคนจนเหลืออยู่อีกเลย ฉากที่เล่นนั้นเล่าถึงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่กำลังถกกันอย่างเคร่งเครียด เพราะว่าประเทศไทยนั้นเหลือคนจนอยู่เพียงแค่คนเดียว ที่ถกกันเครียดไม่ใช่เพราะว่าประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีคนจน แต่ถกกันเครียดเพราะกระทรวงต่างๆนั้นต้องการตัวคนจนคนสุดท้ายคนนี้ ต้องการเพื่ออะไร?? กระทรวงเกษตรยังต้องการแรงงานไว้ปลูกข้าว กระทรวงแรงงานก็อ้างสิทธ์ผลประโยชน์ที่จะเก็บเกี่ยวค่าจ้าง กระทรวงนั้นกระทรวงนี้ก็แย่งกันด้วยเหตุผลต่างๆนานา
ในฉากนั้นรัฐมนตรีพอเถียงกันก็ลงไปแย่งดึงตัวคนจนคนสุดท้ายเพื่อที่จะเอามาเป็นของตัวเองให้ได้ สุดท้ายคนจนคนสุดท้ายก็ขาดใจตาย บนเวทีก็ประกาศว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ไม่มีคนจนแล้ว”
นั่นก็เป็นละครเวทีที่เล่าเสียดสีเกี่ยวกับความเป็นประเทศพัฒนา ความเห็นแก่ตัว และค่าของคนจน มาดูในโลกแห่งความเป็นจริงกันบ้างที่สมัยนึงคำว่า “ประเทศไทยคนจนจะหมดไป” ซึ่งคงเดากันออกว่าเป็นคำฮิตจากปากนายกฯคนไหน ที่สุดท้ายกลายเป็น”คนจนหมดไปเหลือแต่คนที่จนมากกว่าเดิม” ตามหนี้สินต่อหัวที่เพิ่มมากขึ้น
ผมว่านโยบาย “ประเทศไทยคนจนจะหมดไป” เป็นตัวอย่างทางการตลาดที่น่าศึกษามาก เพราะว่าคนเรามักจะยึดติดกับคำว่า “จน” มีใครอยากจนบ้าง แน่นอนคงไม่มีหละ แล้วใครบ้างจะไม่เลือกพรรคการเมืองนี้เข้าไปทำงาน
พวกสารพัดม๊อบคนจนต่างๆอีกเหมือนกัน คนพวกนี้เค้าไม่ได้จนในด้านทรัพย์สินหรอกครับ คนที่จนจริงๆนั้นเค้าไม่คิดเรื่องประท้วงหรือบ้านเมืองจะเป็นยังไงหรอก เค้าสนแต่ว่าพรุ่งนี้เค้าจะหาเงินจากไหนมาซื้อข้าวมาจุนเจือที่บ้าน จะส่งน้องเรียนยังไง คนพวกนี้สิครับที่จนจริง และเป็นคนที่ควรจะไปให้โอกาสเค้า ส่วนพวกม๊อบคนจนนั้นก็จนจริงๆเหมือนกัน แต่จนในด้านสมองและสติปัญญาที่ใครจะจูงยังไง จะเฮไหนก็เฮด้วย
ซึ่งตามความเห็นผมแล้วนั้น เราควรปลูกฝังความน่ากลัวของความจนในส่วนของสติปัญญา มากกว่าความจนในทรัพย์สินหรือสิ่งภายนอก และเรื่องของการพอเพียงเพราะถ้าให้เปรียบเทียบ ผมเชื่อว่าตัวเองนั้นร่ำรวยความสุขกว่านายกเจ้าของสโลแกน “ประเทศไทยคนจนจะหมดไป” เป็นไหนๆ กินอิ่ม นอนหลับไม่ต้องพะวงกับคาร์บ๊อง ไม่ต้องไปขึ้นศาล จะเข้าจะออกประเทศไทยก็ไม่ต้องรอดูฤกษ์ดูยามอะไรให้วุ่นวาย
และแล้ว วันนี้ก็มาถึง
วันที่คนจน ทางความคิดมารวมตัวกัน สร้างความย่อยยับให้บ้านเมือง
เฮ้อ เศร้าๆ จัง
boonviwat | Dec 1, 2008 | Reply